เลขาฯ ศอ.บต.  ผ่าทางตันเศรษฐกิจใต้ ชงเลิกงบฯ ละลายน้ำ

       “ยอมคืนเงินแผ่นดิน ดีกว่าเอาเงินไปละลายน้ำแล้วไม่เกิดผล” วลีสั้นๆ แต่สะท้อนแรงสั่นสะเทือนถึงการปรับทิศทางองค์กรครั้งใหญ่ของ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่วันนี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อประคองสถานการณ์ แต่มาเพื่อ “ผ่าทางตัน” ที่หมักหมมมานานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

      ประเด็นสำคัญจากการเปิดฉายภาพพิมพ์เขียวการพัฒนาชายแดนใต้ในยุค “ผลัดใบ” ที่เน้นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างมากกว่าการทำอีเวนต์สร้างภาพลักษณ์

       เลขาฯ ศอ.บต. ฉายภาพความลักลั่นทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนที่สุดผ่าน “โมเดลปัตตานี” เมืองที่มีฐานอุตสาหกรรมประมงเข้มแข็งอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GDP) กลับไหลไปโตที่จังหวัดสงขลา   ปัตตานีไม่มีท่าเรือน้ำลึกที่รองรับการส่งออกได้โดยตรง สินค้าทั้งหมดจึงต้องถูกขนส่งไปลงเรือที่สงขลา ผู้ประกอบการไม่สามารถสร้าง “ห้องเย็น” หรือโรงงานแปรรูปในพื้นที่ที่เหมาะสมได้ เพราะติดข้อบังคับผังเมืองที่ล้าสมัย

      “ศอ.บต. ยุคนี้ต้องทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ สะท้อนปัญหาเหล่านี้สู่ระดับนโยบายเพื่อปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค หากเราไม่แก้เรื่องท่าเรือน้ำลึกและผังเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจใต้ก็เป็นได้แค่ความฝันในกระดาษ” นายปิยะศิริระบุ

       ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือการประกาศสงครามกับ “งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า” นายปิยะศิริส่งสัญญาณชัดเจนถึงข้าราชการในสังกัดว่า โครงการประเภท “จัดอบรม-สัมมนา” ที่ทำสืบต่อกันมาแบบรูทีนแต่ไร้ผลสัมฤทธิ์ จะต้องถูกตัดทิ้ง

      ตัวอย่างที่ถูกยกมาคือ การอบรมมัคคุเทศก์แบบเดิมๆ ที่จัดทุกปีแต่ไม่เคยเปลี่ยนโฉมการท่องเที่ยวได้จริง นายปิยะศิริยืนยันว่าหากโครงการไหนทำแล้วไม่เกิดผลเชิงประจักษ์ ท่านพร้อมที่จะ “คืนงบประมาณให้แผ่นดิน” แทนที่จะฝืนใช้เงินให้หมดไปวันๆ

     ทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยว ปรับจาก “ไทยเที่ยวไทย” เป็นการดึงดูดชาวต่างชาติและคนนอกพื้นที่ ลบภาพจำ “พื้นที่สีแดง” ด้วยการสร้างความปลอดภัยที่จับต้องได้จริง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายจริงในพื้นที่

     ศอ.บต. กำลังเดินหน้าปฏิรูป “สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ให้เป็นมากกว่าแค่เครื่องประดับองค์กร โดยมีแนวคิดสำคัญคือ การเลือกสองชั้น เพื่อให้ได้ตัวแทนประชาชนที่มาจากความต้องการของชาวบ้านจริงๆ ไม่ใช่การแต่งตั้งตามความพึงพอใจของฝ่ายรัฐ คุณสมบัติ ต้องเป็นกลาง กล้าสะท้อนปัญหา และเน้นการเสนอแนะเชิงพัฒนามากกว่าการตำหนิโดยปราศจากทางออก

      แม้จะเน้นการผ่าตัดองค์กร แต่เลขาฯ ปิยะศิริ ยืนยันหลักการทำงานที่น่านับถือ คือการ “สานต่อ” สิ่งดีๆ จากอดีตเลขาธิการทุกท่าน

       “อะไรที่ดีตั้งแต่เลขาฯ คนแรกๆ ผมทำหมด อะไรที่คนลืมไปแล้วแต่เป็นสิ่งดี ผมจะหยิบมาทำ ส่วนสิ่งที่ไม่ดี ผมจะไม่ทำและไม่ตำหนิใคร แต่จะเลือกเดินหน้าในทางที่ถูกต้อง”

        ในวันที่ความคาดหวังของชาวบ้านถาโถมเข้าใส่ นายปิยะศิริย้ำว่าไม่เคยรำคาญเสียงบ่นหรือเสียงเรียกร้อง เพราะนั่นคือเครื่องหมายว่า “ประชาชนยังเชื่อมั่นว่า ศอ.บต. คือที่พึ่งพิง” ภารกิจนี้จึงไม่ใช่แค่การทำงานตามหน้าที่ แต่เป็นการวางรากฐานทิ้งไว้ให้แผ่นดิน เพื่อให้ในวันที่เขาต้องก้าวจากตำแหน่งไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือ “ผลงานที่กินได้จริง” และความภาคภูมิใจที่ได้เปลี่ยนโฉมหน้าชายแดนใต้ไปตลอดกาล